
ยาลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดราวหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา วงการแพทย์พยายามหายาที่ช่วยควบคุมน้ำหนักมาหลายรุ่น บางตัวได้รับความนิยมอย่างมากก่อนจะถูกถอนออกจากตลาดเพราะผลข้างเคียงร้ายแรง บางตัวยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ การย้อนดูวิวัฒนาการยาลดความอ้วนช่วยให้เข้าใจว่าทำไมการใช้ยากลุ่มนี้จึงต้องผ่านการประเมินของแพทย์เสมอ
ทำไมต้องรู้ประวัติยาลดน้ำหนัก
ประวัติของยาลดน้ำหนักคือประวัติของการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย ยาหลายตัวดูได้ผลในระยะสั้น แต่ปัญหาจริงมักปรากฏเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน บทเรียนเหล่านี้ทำให้มาตรฐานการศึกษาและการอนุมัติยาในปัจจุบันเข้มงวดขึ้นมาก โดยเฉพาะการติดตามผลต่อหัวใจและหลอดเลือด
ยุคแรก: สารที่ไม่ควรใช้กับมนุษย์ (ต้นศตวรรษที่ 20)
ฮอร์โมนไทรอยด์
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีการใช้ฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อเร่งการเผาผลาญในคนที่ไม่ได้มีภาวะไทรอยด์ต่ำ ซึ่งปัจจุบันทราบแล้วว่าเสี่ยงต่อหัวใจเต้นผิดจังหวะและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูก
DNP (2,4-dinitrophenol)
ในช่วงทศวรรษ 1930 สาร DNP ซึ่งเดิมใช้ในอุตสาหกรรม ถูกนำมาขายเป็นยาลดน้ำหนักในสหรัฐอเมริกา สารนี้ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานออกมาเป็นความร้อน ส่งผลให้เกิดต้อกระจก อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ และมีรายงานผู้เสียชีวิต จนถูกห้ามใช้ในมนุษย์ แต่ยังมีรายงานการลักลอบขายทางออนไลน์และผู้ได้รับอันตรายในยุคหลัง1
ยุคยากระตุ้นประสาทและยากดความอยากอาหาร (ทศวรรษ 1940–1960)
แอมเฟตามีน
หลังพบว่าแอมเฟตามีนทำให้ความอยากอาหารลดลง ยากลุ่มนี้ถูกสั่งจ่ายเพื่อลดน้ำหนักอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1940–1960 ก่อนที่ปัญหาการเสพติดและผลต่อหัวใจจะชัดเจนขึ้น จนนำไปสู่การควบคุมอย่างเข้มงวด
Phentermine
Phentermine ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ในปี 1959 เป็นยากดความอยากอาหารที่มีโครงสร้างใกล้เคียงแอมเฟตามีน ยังมีการใช้อยู่ในหลายประเทศ แต่จัดเป็นยาควบคุมและใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ยุค "ยาสายรุ้ง"
ในทศวรรษ 1960 มีการจ่ายยาหลายชนิดรวมกันในชุดเดียว ทั้งยากระตุ้น ยาขับปัสสาวะ ฮอร์โมนไทรอยด์ และยาอื่น ๆ ที่เรียกกันว่า "rainbow pills" ตามสีเม็ดยา ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตและกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของอันตรายจากการใช้ยาหลายตัวโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ยุค fen-phen และบทเรียนเรื่องหัวใจ (ทศวรรษ 1970–1990)
Fenfluramine ได้รับอนุมัติในสหรัฐอเมริกาปี 1973 ต่อมาในทศวรรษ 1990 การใช้ fenfluramine ร่วมกับ phentermine หรือที่เรียกว่า fen-phen ได้รับความนิยมอย่างมาก รวมถึงยา dexfenfluramine ที่ได้รับอนุมัติในปี 1996
ในปี 1997 มีรายงานความผิดปกติของลิ้นหัวใจในผู้ใช้ fen-phen2 ส่งผลให้ fenfluramine และ dexfenfluramine ถูกถอนออกจากตลาดในปีเดียวกัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การประเมินความปลอดภัยต่อหัวใจกลายเป็นหัวใจหลักของการพัฒนายาลดน้ำหนักรุ่นต่อมา
ยุคยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุดมากขึ้น (ปลายทศวรรษ 1990–2010)
Sibutramine
Sibutramine ได้รับอนุมัติในสหรัฐอเมริกาปลายปี 1997 ต่อมางานวิจัย SCOUT พบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่ไม่ถึงแก่ชีวิตในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง3 ยาจึงถูกถอนออกจากตลาดในหลายประเทศในปี 2010
Orlistat
Orlistat ได้รับอนุมัติในปี 1999 ออกฤทธิ์ต่างจากยารุ่นก่อน คือยับยั้งการดูดซึมไขมันบางส่วนในลำไส้ แทนที่จะออกฤทธิ์ที่สมอง ผลข้างเคียงหลักจึงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ยานี้ยังมีใช้อยู่ในปัจจุบัน
Rimonabant
Rimonabant ได้รับอนุมัติในยุโรปปี 2006 แต่ไม่เคยได้รับอนุมัติในสหรัฐอเมริกา และถูกระงับในยุโรปปี 2008 เนื่องจากความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า4
ยุคยาผสมและการทบทวนความปลอดภัยระยะยาว (ทศวรรษ 2010)
ปี 2012 FDA อนุมัติยาสองตัว คือ lorcaserin และยาผสม phentermine กับ topiramate ต่อมาในปี 2014 มีการอนุมัติยาผสม naltrexone กับ bupropion และ liraglutide ขนาดสำหรับควบคุมน้ำหนัก
Lorcaserin ถูกถอนออกจากตลาดสหรัฐอเมริกาในปี 2020 หลังข้อมูลจากการศึกษาระยะยาวพบสัญญาณความเสี่ยงมะเร็งที่สูงกว่ากลุ่มยาหลอก5 ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการติดตามความปลอดภัยยังดำเนินต่อไปแม้ยาจะได้รับอนุมัติแล้ว
ยุค GLP-1: จุดเปลี่ยนของวิวัฒนาการยาลดความอ้วน
จุดเริ่มต้นจากพิษกิ้งก่า
ในปี 1992 นักวิจัยค้นพบสาร exendin-4 จากน้ำลายของกิ้งก่า Gila monster ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน GLP-1 ในร่างกายมนุษย์6 การค้นพบนี้นำไปสู่ยา exenatide สำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ในปี 2005 และเปิดทางให้ยากลุ่ม GLP-1 รุ่นต่อ ๆ มา
จากยาเบาหวานสู่ยาควบคุมน้ำหนัก
ฮอร์โมน GLP-1 มีบทบาททั้งต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด การทำให้อิ่มนานขึ้น และการชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะ เมื่อพบว่าผู้ใช้ยากลุ่มนี้มีน้ำหนักลดลงร่วมด้วย จึงมีการศึกษาในขนาดยาที่ใช้เพื่อควบคุมน้ำหนักโดยเฉพาะ
- Liraglutide ได้รับอนุมัติสำหรับควบคุมน้ำหนักในสหรัฐอเมริกาปี 2014
- Semaglutide ขนาดสำหรับควบคุมน้ำหนักได้รับอนุมัติในปี 2021 หลังการศึกษา STEP 17
- Tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์ทั้งที่ตัวรับ GLP-1 และ GIP ได้รับอนุมัติสำหรับควบคุมน้ำหนักในสหรัฐอเมริกาปี 2023 หลังการศึกษา SURMOUNT-18
ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำหนัก
การศึกษา SELECT พบว่า semaglutide ลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดสำคัญในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนร่วมกับโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยไม่มีเบาหวาน9 นับเป็นครั้งแรกที่ยาควบคุมน้ำหนักมีข้อมูลในทิศทางนี้ ซึ่งต่างจากยุค fen-phen และ sibutramine อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ยากลุ่ม GLP-1 มีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และผลต่อระบบทางเดินอาหาร รวมถึงข้อห้ามใช้ในบางกลุ่ม จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
สรุป Timeline ยาลดน้ำหนักสำคัญ
ช่วงเวลา | ยาหรือสาร | สถานะ |
|---|---|---|
ต้นศตวรรษที่ 20 | ฮอร์โมนไทรอยด์ | ไม่ใช้เพื่อลดน้ำหนักในคนที่ไทรอยด์ปกติ |
ทศวรรษ 1930 | DNP | ห้ามใช้ในมนุษย์ |
ทศวรรษ 1940–1960 | แอมเฟตามีน | ควบคุมเข้มงวด |
1959 | Phentermine | ยังใช้ ภายใต้การควบคุม |
1973–1997 | Fenfluramine / fen-phen | ถอนจากตลาดปี 1997 |
1997–2010 | Sibutramine | ถอนจากตลาดปี 2010 |
1999 | Orlistat | ยังใช้ |
2006–2008 | Rimonabant | ระงับในยุโรปปี 2008 |
2012–2020 | Lorcaserin | ถอนจากตลาดปี 2020 |
2012 | Phentermine และ topiramate | ยังใช้ในบางประเทศ |
2014 | Naltrexone และ bupropion | ยังใช้ในบางประเทศ |
2014 | Liraglutide | ยังใช้ |
2021 | Semaglutide | ยังใช้ |
2023 | Tirzepatide | ยังใช้ |
ปีในตารางอ้างอิงการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป สถานะการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยอาจแตกต่างกัน
อนาคตของยาลดน้ำหนัก
ปัจจุบันมียาใหม่อีกหลายตัวอยู่ระหว่างการศึกษาหรือการพิจารณาอนุมัติ ทั้งยารูปแบบรับประทาน และยาที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนหลายชนิดพร้อมกัน ข้อมูลเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัยระยะยาวของยาเหล่านี้ยังต้องรอผลการศึกษาต่อไป
บทเรียนจากประวัติศาสตร์
- ยาที่ดูได้ผลในระยะสั้นอาจมีความเสี่ยงที่ปรากฏเมื่อใช้ระยะยาว
- การใช้ยาหลายตัวรวมกันโดยไม่มีหลักฐานรองรับเคยก่ออันตรายร้ายแรงมาแล้ว
- ยาลดน้ำหนักที่ขายนอกระบบหรือทางออนไลน์อาจมีสารต้องห้ามปะปน
- ยาแต่ละตัวมีข้อห้ามและความเสี่ยงต่างกัน ความเหมาะสมขึ้นกับสุขภาพของแต่ละคน
ยาลดน้ำหนักเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลน้ำหนัก ไม่ใช่ทางลัด และควรใช้ควบคู่กับการดูแลเรื่องอาหาร การเคลื่อนไหว และการนอน
แนวทางของคลินิก
คลินิกมีแนวทางดูแลน้ำหนักที่เริ่มจากการประเมินสุขภาพโดยแพทย์ ทั้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และผลตรวจที่เกี่ยวข้อง แพทย์เป็นผู้พิจารณาว่ายาชนิดใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับแต่ละคน รวมถึงกรณีที่ไม่ควรใช้ยา และติดตามผลข้างเคียงระหว่างการดูแล หากสนใจปรึกษา สามารถติดต่อคลินิกเพื่อนัดพบแพทย์ได้
ที่มา
1 Grundlingh J, Dargan PI, El-Zanfaly M, Wood DM. 2,4-dinitrophenol (DNP): a weight loss agent with significant acute toxicity and risk of death. J Med Toxicol. 2011;7(3):205–212.
2 Connolly HM, Crary JL, McGoon MD, et al. Valvular heart disease associated with fenfluramine–phentermine. N Engl J Med. 1997;337(9):581–588.
3 James WPT, Caterson ID, Coutinho W, et al. Effect of sibutramine on cardiovascular outcomes in overweight and obese subjects. N Engl J Med. 2010;363(10):905–917.
4 European Medicines Agency. Press release: The European Medicines Agency recommends suspension of the marketing authorisation of Acomplia. 23 October 2008.
5 U.S. Food and Drug Administration. FDA requests the withdrawal of the weight-loss drug Belviq, Belviq XR (lorcaserin) from the market. Drug Safety Communication, 13 February 2020.
6 Eng J, Kleinman WA, Singh L, Singh G, Raufman JP. Isolation and characterization of exendin-4, an exendin-3 analogue, from Heloderma suspectum venom. J Biol Chem. 1992;267(11):7402–7405.
7 Wilding JPH, Batterham RL, Calanna S, et al. Once-weekly semaglutide in adults with overweight or obesity. N Engl J Med. 2021;384(11):989–1002.
8 Jastreboff AM, Aronne LJ, Ahmad NN, et al. Tirzepatide once weekly for the treatment of obesity. N Engl J Med. 2022;387(3):205–216.
9 Lincoff AM, Brown-Frandsen K, Colhoun HM, et al. Semaglutide and cardiovascular outcomes in obesity without diabetes. N Engl J Med. 2023;389(24):2221–2232.